Godzilla: King of the Monsters – ก็อดซิลล่า 2: ราชันแห่งมอนสเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์โดย Michael Dougherty เขียนบทโดย Dougherty ร่วมกับ Zach Shields และ Max Borenstein

 

หนังสานต่อ เรื่องราวจาก Godzilla ( 2014 ) ตามช่วงเวลาจริง หนังเว้นห่างกัน 5 ปี เหตุการณ์ในหนัง ก็ห่างกัน 5 ปี หลังจาก การปรากฏตัวของ ก็อดซิลล่า

วิทยาการ ขององค์กร โมนาร์ช ก็พัฒนาขึ้น สามารถค้นเจอ อสูรยักษ์ ที่หลบซ่อน อยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโลก ได้ถึง 17 ตัว และภายในช่วง 5 ปี  ดร.เอ็มม่า ก็สามารถ พัฒนาอุปกรณ์ ที่สามารถ สร้างคลื่นความถี่ ที่สามารถ ติดต่อสื่อสาร กับอสูรยักษ์ได้

เรียกอุปกรณ์นี้ว่า “ออการ์” ในระหว่าง ที่ใช้ออการ์ สื่อสารกับ ม็อธร่า หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้าย โจนาห์ อลัน ก็มาชิง ออการ์ และจับตัว ดร.เอ็มมา กับเมดิสัน ลูกสาวไป

และใช้ออการ์ ในการปลุก อสูรยักษ์ จากทั่วโลก ทำให้ ก็อดซิลล่า ต้องลุกขึ้น มาอีกครั้ง เพื่อกำราบ เหล่าอสูรยักษ์ ทั่วโลก และหนึ่งในนั้น คือ คิงกิโดร่า มังกร 3 หัว คู่ปรับตลอดกาล ของก็อดซิลล่า ที่รอบนี้ เล่นเอาพี่ก็อด เกือบแย่ อยู่หลายครั้ง

 

Godzilla: King of the Monsters

 

หลังจาก Godzilla (2014) ออกฉาย ก็มีเสียงบ่น จากผู้ชม ว่าได้เห็น ตัวก็อดซิลล่า น้อยเกินไป ไม่จุใจ ทางค่าย ได้รับฟัง เสียงจากผู้ชม พอถึง Godzilla: King of the Monsters ในภาคนี้ เลยจัดให้ แบบสะใจ กันไปเลย

หนังปูเรื่อง เพียงแค่ 10 นาที บรรดาอสูรยักษ์ ก็ทยอยกันมา ปรากฏตัว พี่ก็อด ก็ออกมาบู๊ ตั้งแต่ต้นเรื่องไปเลย ทำให้บรรยากาศ ของภาคนี้ ดูห่างไกลจาก Godzilla ( 2014 ) ไปมาก

จากภาคที่แล้ว ที่เห็นก็อดซิลล่า แบบน้อยนิด วับ ๆ แวม ๆ มืด ๆ ในภาคนี้ ก็เลยมา ยืนให้เห็นกันเต็ม ๆ ไป เน้นขายเหล่าอสูรยักษ์ ตีกัน แบบจริงจัง

แม้ว่า ในตัวอย่าง บอกว่า โมนาร์ช ค้นพบ อสูรยักษ์ทั่วโลก 17 ตัว แต่กลับมีบทบาทจริง ๆ แค่ 4 ตัวหลัก คือ ก็อดซิลล่า , คิงกิโดราห์ , ม็อธร่า และ โรดัน เท่านั้น ที่เหลือก็เดินผ่านกล้อง ให้เห็นแค่ 2-3 ฉาก

โทนหนัง ในภาคนี้ คงจะถูกใจ ผู้ชม ในกลุ่มเด็กผู้ชาย ที่ชอบตัวประหลาดยักษ์ ซะมากกว่า เพราะบรรยากาศ หนังออกไป แนวอุลตร้าแมนมาก จากภาคก่อน ๆ ที่วางบทบาท ของก็อดซิลล่า ให้เป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ ยุคดึกดำบรรพ์ ซุกซ่อนตัว อยู่ใต้ทะเลลึก เพื่อหนีห่าง จากโลกมนุษย์

ตัวก็อดซิลล่า ยังมีความลึกลับ น่ากลัว ให้สัมผัสได้ เป็นภาคที่ พาเหล่าอสูรยักษ์ ยกระดับ ไปไกล จนไม่คง ความเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ ให้เห็นอีก ต่อไป ฉากที่บรรดา อสูรยักษ์ ตีกัน ก็พอบันเทิงดี

แม้จะทำใจ ไว้แล้วว่า นี่เป็นหนังสัตว์ประหลาด ของฮอลลีวู้ด คงต้องปล่อยวาง เรื่องตรรกะ ความเป็นจริง ให้มากที่สุด แต่ในรายละเอียด ของหนัง เรื่องความสัมพันธ์ ของตัวละคร ความคิด การตัดสินใจ ของตัวละคร ที่เป็นเรื่องคอขาด บาดตาย ก็ดูไร้เหตุผล โดยสิ้นเชิง

 

Godzilla: King of the Monsters

 

การเพิ่มตัวละคร บุคคล เข้าไปอีกมาก ในหนังที่มี อสูรยักษ์ วิ่งอยู่เต็มจอ ไปหมดแบบนี้ ตัวละครมนุษย์ หลาย ๆ ตัว ก็ดูใส่เข้ามา เกินความจำเป็น

พอเพิ่มเรื่องราว ของฝั่งมนุษย์ เลยกลายเป็น ความกังวล ที่จะต้อง แบ่งน้ำหนัก เฉลี่ย มาให้ตัวละครมนุษย์ โดยเฉพาะ ฉากดราม่า ที่ไม่ได้สร้าง อารมณ์ร่วม เลยสักนิด

สำหรับหนัง ในแนวนี้ ที่ชื่อเรื่อง ยังสปอยล์ ให้คนดู รู้ผลลัพธ์ กันตั้งแต่ชื่อเรื่อง ว่าใคร คือผู้ชนะ ฉะนั้น บทภาพยนตร์ คือสิ่งสำคัญ อันดับหนึ่ง ว่าจะเล่าเรื่องราว ที่คนดูรู้บทอยู่แล้ว ให้สนุก ชวนลุ้น น่าติดตามได้อย่างไร

ซึ่ง ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ ยังไม่ใช่ผู้กำกับ ที่เหมาะสม กับหนัง 200 ล้านเรื่องนี้ และเป็นตัวอย่าง ด้านลบ ต่อกระแสความนิยม ของค่ายหนัง ในช่วง 10 – 20 ปีหลังมานี้

Godzilla: King of the Monsters เหมาะจูงลูกจูงหลาน เข้าไปดูสัตว์ประหลาดยักษ์ ตีกัน 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ไม่ควรคาดหวัง ความสมเหตุ สมผลของเนื้อหา สมัครสล็อต

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *